ช่างสิบหมู่

ช่างสิบหมู่ คือ ช่างหลวง ซึ่งได้แก่ ช่างที่พระมหากษัตริย์ทรงเรียกใช้งานใกล้พระองค์ในการสร้างสรรค์ศิลปกรรมสนองต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหมู่บุคคลที่ถูกคัดเลือกแล้วว่ามีฝีมือดีในแต่ละด้าน คำว่าช่างสิบหมู่ไม่ได้หมายความว่ามีอยู่ 10 หมู่ช่างแต่มีความหมายเพียงหมู่ช่างที่ทำงานด้านศิลปกรรมเท่านั้น และหมู่ช่างดังกล่าวก็มีมากมายเกินสิบเสียด้วยซ้ำ แต่ในปัจจุบันได้จัดไว้เพียงไม่กี่ช่างตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ดังจะกล่าวดังนี้

ช่างเขียน มีหน้าที่ออกแบบเขียนแบบให้แก่ช่างต่างสำหรับสร้างงานซึ่งตัวช่างเขียนเองจะต้องมีความรู้ด้านช่างที่ตนจะออกแบบให้ด้วยเป็นอย่างดีเพื่อความสะดวกในการสร้างงานของช่างนั้น ๆ

ช่างปั้น มีหน้าที่สร้างสรรค์งานในลักษณะงานปั้น ทุกชนิด ได้แก่ปั้นปูนสด ปั้นดิน ปั้นขี้ผึ้งสำหรับงานหล่อ ปั้นรักสมุกสำหรับงานตกแต่งเป็นต้น
ช่างหล่อ มักสร้างงานต่อจากช่างปั้นโดยทำหน้าที่นำขี้ผึ้งหรือหุ่นดินที่ช่างปั้นได้ดำเนินการเสร็จแล้วมาเข้าขบวนการหล่อให้เป็นโลหะที่มีความแข็งแกล่งทนทานต่อไป

ช่างแกะ มักทำงานคู่กับช่างไม้ประณีต โดยช่างไม้จะทำการสร้างหุ่นโครงสร้างไม้ให้เสร็จสมบูรณ์ ( หุ่นบุษบก หุ่นตู้พระธรรม เป็นต้น) ต่อจากนั้นช่างแกะก็จะทำการแกะสลักตกแต่งผิวภายนอกให้มีความสวยงามต่อไป

ช่างดุน (สลักดุน) อยู่ในส่วนช่างโลหะประณีต โดยขึ้นหุ่นและตกแต่งชิ้นงานด้วยวิธีการบุ ดุน ของช่างโลหะ แตกต่างจากช่างหล่อโดยสิ้นเชิง เพราะช่างดุนนำโลหะมาตีและเคาะให้เป็นแผ่นแล้วจึงขึ้นรูปเป็นโตก พาน ฯลฯ

ช่างรัก คำว่าช่างรักกินความหมายอยู่หลายช่างเนื่องจากมีการนำเอายางรักซึ่งได้จากต้นรักป่า(ขนาดใหญ่ประมาณต้นสัก)เอามาใช้ในงานศิลปกรรมหลาย ๆประเภทได้แก่

ช่างปิดทอง ใช้ยางรักเป็นตัวประสานระหว่างพื้นผิวงานกับแผ่นทองคำเปลวร้อยเปอร์เซ็นต์ เปิดทับลงบนชิ้นงานเพื่อให้เกิดความสวยงาม

ช่างประดับกระจกใช้รักสมุก(ยางรักผสมกับสมุก สมุกได้แก่ถ่านบดละเอียดที่ได้จากการเผา หญ้าคา ฟางข้าว ใบตองแห้ง กะลามะพร้าวเป็นต้น) เป็นตัวประสามนระหว่างแผ่นกระจกกับพื้นงาน

ช่างมุก ใช้ยางรักเป็นตันประสานชิ้นตัวลายมุกกับพื้นงาน ชิ้นมุกเกิดจากนำเปลือกหอนบางชนิดโดยส่วนใหญ่เป็นหอยทะเล เช่นหอยอูด หอยเป๋าฮื้อ หอยนมสาว มาขัดและตัดออกเป็นชิ้นให้มีความบางเสมอกัน ออกแบบลวดลายผนึกลงบนผิวเปลือกหอยเลื่อยฉลุออกมาเป็นตัว ๆ ขัดแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม ประดับลงบนพื้นชิ้นงานหรือผังลงในเนื้อไม้และผนึกหรือถมด้วยรักสมุก ขัดให้เห็นตัวลายมุกและขัดมันให้เห็นความแวววาวของสีเปลือกหอยมุก

ช่างลายรดน้ำ ผสมประสานระหว่างช่างเขียนและช่างปิดทอง โดยช่างเขียนทำหน้าที่เขียนลายด้วยหอระดานหินผสมกาวยางมะขวิด ลงบนชิ้นงานที่ทำพื้นด้วนรักสมุกอย่างเรียบ ใช้รักน้ำเกลี้ยงเช็ดลงบนผิวงานและถอนออกด้วยสำลี เมื่อรักหมาดได้ที่ก็ลงมือปิดทองคำเปลวลงไปจนทั่ว ใช้น้ำพรมหรือเรียกว่ารดน้ำลงบนผิวทอง น้ำจะซึมเข้าไปตางรูทองระลายหอระดานออกมาทองจะไม่จับกับพื้นที่มีหอระดานจึงทำให้เกิดเป็นเส้นลายตัดกับผิวทองที่ติดสนิทกับพื้นรักสมุก

ช่างปั้นกะแหนะลาย ช่างกลุ่มนี้สังกัดในกลุ่มช่างปั้นแต่ให้วัสดุคือรักสมุกปั้นแต่งชิ้นงานได้แก่ ศีรษะโขน หรือภาชนะใช้งานเช่นพานโตกเป็นต้น นอกจากปั้นแล้วยังมีการกะแหนะลาย โดยนำรักสมุกมาตีลายด้วยแม่พิมพ์กลับลาย แม่พิมพ์นี้มีลักษณะคล้าย ๆ ถ้วยแบบหล่อวุ้นหรือทำขนมปังนั่นเอง แต่เป็นแม่พิมพ์ที่มีความหนาเนื่องจากต้องใช้แรงในการกดรักสมุกและแคะออกมาเป็นตัว ๆ ได้แก่การตีลายกระจังสำหรับประดับหัวโขนเป็นตัน

ช่างหุ่น เป็นช่างที่ทำหน้าที่สร้างหุ่นชิ้นงานเพื่อป้อนให้แก่ช่างประเภทอื่นที่ทำหน้าที่ประดับผิวงานเช่นช่างรัก ช่างหุ่นนี้มักขึ้นหุ่นโดยใช้กระดาษบ้างได้แก่หุ่นหัวโขนเป็นต้น ขึ้นโดยหวายเช่นหุ่นพาน ตะลุ่ม ขึ้นหุ่นด้วยไม้ไผ่สานบ้าง แต่ถ้าขึ้นหุ่นด้วนไม้จริงเช่นไม้สักช่างนี้จะอยู่ในกลุ่มช่างไม้ประณีต ถ้าขึ้นหุ่นด้วนปูนหรือก่ออิฐถือปูนทำลวดคิ้วบัวช่างนี้จะอยู่ในช่างปูน

ช่างอีกหมู่ซึ่งสุดท้ายในยุคสมัยนี้ที่ยังมีงานปรากฏต้องปฏิบัติกันอยู่คือช่างสนะ เป็นช่างที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานผ้า เช่นงานปักดิ้น งานเย็บผ้าลายทองแผ่ลวด งานปักหักทองขวางเป็นต้น

ที่มา:จากผู้เขียนที่ตอนนั้นแฟลชลืมจดไว้ หากเจ้าของมาเห็นขอความกรุณาด้วยนะค่ะ ^^ขอบคุณค่ะ